ข้อมูลท่องเที่ยว รับลมหนาวให้เย็นใจ ไปแอ่ว…แม่ฮ่องสอน

ถึงฝนจะตก ถึงฟ้าจะร้อง อากาศจะร้อน น้ำจะท่วม เราก็ไม่หวั่นที่จะหาเรื่องราวที่เที่ยวดีๆ มานำเสนอท่านผู้อ่านเหมือนเช่นเคย วันนี้เราจะพาไปแอ่วเมืองเหนือกันที่เมืองสามหมอก แม่ฮ่องสอน เพราะที่นี่อากาศหนาวเริ่มมาเยือนแล้ว… ปีใหม่นี้หากใครยังไม่มีแพลนว่าจะไปไหน แม่ฮ่องสอนก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน!  จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย มีความโดดเด่นหลายลักษณะ โดยเฉพาะสภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ นับเป็นจังหวัดที่สถิติน่าสนใจหลายอย่าง เช่น มีประชากรเบาบางที่สุดในประเทศและมีประชากรน้อยมากเป็นอันดับ 5 ในขณะที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 8 ของประเทศ

แม่ฮ่องสอน ได้ชื่อว่าเป็น เมืองสามหมอก เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพอากาศมีหมอกปกคลุมตลอดเวลาส่วนใหญ่ของปี นอกจากนี้แม่ฮ่องสอนยังนับเป็นพื้นที่ปลายสุดด้านตะวันตกของประเทศ คือที่เส้นแวง 97.5 องศาตะวันออกในเขตอำเภอแม่สะเรียง (ตะวันออกสุดของประเทศ อยู่ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่ 105.5 องศาตะวันออก) ประชากรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความหลากหลาย ทั้งคนเมือง ชาวไต (ไทใหญ่) จีนฮ่อ พม่าและชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ราวร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด ได้แก่ ม้ง (แม้ว) ลีซู (ลีซอ) ล่าหู่ (มูเซอ) ลัวะ และปกฺกะญอ (กะเหรี่ยง) เป็นต้น โดยต่างรักษาวัฒนธรรมของตนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมต่างกันได้โดยไม่เคยปรากฏ ความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมแต่อย่างใด

เริ่มต้นเที่ยวจากในตัวเมืองกันก่อน เราขอพาท่านไปกราบสักการะ อนุสาวรีย์พญาสิงหนาทราชา อยู่ ต้นถนนขุนลุมประพาส เดิมชื่อ ชานกะเล เป็นชาวไทยใหญ่ ได้รวบรวมผู้คนตั้งหมู่บ้านชื่อว่า “บ้านขุนยวม” ต่อมาได้ยกขึ้นเป็นเมือง จวบจนปี พ.ศ. 2417 จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองแม่ฮ่องสอน และพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าครองนครเชียงใหม่ ได้ยกบรรดาศักดิ์ชานกะเล เป็นพญาสิงหนาทราชา และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก เมื่อกราบสักการะเสร็จเรียบร้อยร้อยแล้วให้มุ่งหน้าตรงขึ้นไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตรก็จะพบกับ วัดพระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่บนดอยกองมู ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก สามารถมาเที่ยวชมพบความสวยงามที่แตกต่างของที่นี่ได้ทั้งตอนกลางวันและกลางคืนอีกวัดหนึ่งที่มีความสวยงามและเลื่องชื่อเช่นกัน คือ วัดจองกลาง และ วัดจองคำ เป็น วัดที่มีพื้นที่ติดกัน อยู่ติดกับหนองจองคำซึ่งเป็นหนองน้ำสาธารณะกลางเมืองแม่ฮ่องสอน โดยส่วนใหญ่จะมีการจัดงานประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ บริเวณหนองน้ำจองคำแห่งนี้ อาทิ งานลอยกระทง งานสงกรานต์ เป็นต้น เมื่อมาถึงยังหนองน้ำแล้วให้หันหน้าเข้าวัด วัดที่อยู่ด้านซ้ายมือจะเป็นวัดจองคำ ส่วนขวามือจะเป็นวัดจองกลาง สองวัดนี้สร้างด้วยศิลปะแบบไทยใหญ่ที่มีความงดงามมากทั้งคู่ โดยเฉพาะศิลปะการสร้างอาคารแบบหลังคาซ้อนชั้นที่เรียกว่า “จอง” นอกจากนี้ภายในวัดยังมีเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญที่สวยงาม โดยวัดจองคำถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2340 เมื่อมาถึงวัดจองคำแล้วอย่าลืมไปกราบสักการะหลวงพ่อโตองค์ใหญ่เพื่อเป็นสิริ มงคล เมื่อเดินถัดมายังบริเวณวัดจองกลาง ซึ่งจะมีจุดเด่น คือ เจดีย์ประธานทรงมอญ ที่ประดับสวยงามตามรูปแบบของไทยใหญ่ บนจองจะประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จำลองปิดทองเหลืองอร่ามทั้งองค์ บริเวณด้านข้างจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งด้านในจัดแสดงของเก่าที่หาชมยาก มีตุ๊กตาไม้แกะสลักเป็นรูปคนและสัตว์ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวชสันดรชาดก โดยช่างฝีมือชาวพม่า เปิดให้ชมทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. บริเวณถนนด้านหน้าของวัดจะจัดเป็น ถนนคนเดิน ใน ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เปิดทุกวัน ประมาณ 5 โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม แล้วแต่จำนวนความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว จะมีสินค้ามาวางขายมากมาย ทั้งของกินและของใช้ เพิ่มสีสันให้เมืองดูคึกคักยิ่งขึ้นและถ้าหากใครมาเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม ก็อาจจะได้โบนัสกลับไปคือ การชมทุ่งดอกบัวตอง ที่ บานสะพรั่งเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขากว่า 1,000 ไร่ อยู่ห่างจากอำเภอแม่เสรียงประมาณ 16 กิโลเมตร ริมทางหลวงหมายเลข 108 บริเวณกิโลเมตรที่ 84 ตำบลแม่เหาะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา พร้อมทั้งยังมีบริการให้เช่าเต็นท์ค้างแรมบนดอยได้ด้วย ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริเวณหน่วยทำการบนทุ่งบัวตอง หรือที่อำเภอขุนยวม โทร. 0-5369-1108อีกจุดหนึ่งที่ห้ามพลาด คือ การมาเที่ยวชมหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวห้วยเสือเฒ่า อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง การเดินทางสะดวก ถนนคอนกรีตอย่างดี มีฝายน้ำล้นเป็นช่วงๆ การเดินทางมาเที่ยวที่นี่อย่างคาดหวังว่าเราจะได้เห็นวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของพวกเขา เพราะความเจริญได้เข้ามาทำให้วัฒนธรรมบางอย่างของที่นี่อาจจะหายไปบ้าง การแต่งกายของคนยุคใหม่เริ่มดูเป็นเมืองมากขึ้น แต่บางคนก็ยังคงอนุรักษ์ไว้ แต่ก็ยังคงเสน่ห์เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาแวะเวียนกันอย่างไม่ขาดสาย ผู้คนดูอัธยาศัยใจคอดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การมาเที่ยวที่นี่นอกจากจะถ่ายรูปกับชนเผ่าเป็นที่ระลึกแล้ว เค้ายังมีชุดให้เราเช่าถ่ายแต่งตัวเหมือนกับชนเผ่าอีกด้วย โดยมีร้านขายของที่ระลึก เช่น เสื้อยืด พวงกุญแจ โปสการ์ด และ ตุ๊กตาไม้รูปสาวกระเหรี่ยงคอยาว อยู่ตลอดทางเดิน เสียค่าผ่านทางคนละ 20 บาทห่างจากจุดนี้ไปอีกไม่ไกล ก็จะได้พบกับ “ภูโคลน คันทรี่คลับ” เป็น สถานที่ทำหน้าใสพอกหน้าสวยด้วยโคลนธรรมชาติ ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งโคลนสุขภาพที่ดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในโลกมีเพียง 3 แห่งเท่านั้น คือ ที่ทะเลสาป DEAD SEA ในประเทศอิสราเอลและจอร์แดน ซึ่งเป็นโคลนจากทะเลน้ำเค็ม และอีกที่คือ โคลนจากลาวาภูเขาไฟ ในประเทศโรมาเนีย ส่วนโคลนของที่นี่ถือเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นโคลนเดือนบริสุทธิ์สีดำที่ขึ้นมาพร้อมกับสายน้ำแร่ธรรมชาติใต้ดินที่ สะอาด มีอุณหภูมิอยู่ที่ 60 – 140 องศาเซลเซียส ไม่มีกลิ่นของกำมะถัน อุดมด้วยแร่ธาตุถึง 6 ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนังและระบบไหลเวียนของร่างกาย ค่าบริการพอกหน้าอยู่ที่ 60 บาทต่อท่านใช้เวลาประมาณ 15 นาที หากท่านใดมีเวลาเหลือเฟือแล้วอยากจะลองพอกโคลนทั้งตัวเพื่อพลัดเซลล์ผิวเก่า ก็ทำได้ สนนราคาท่านละ 700 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-5361-2265 หรือที่ http://www.pooklon.comเสร็จสรรพจากที่นี่แล้วแวะไปนอนรับไอหนาวเย็นๆ กับทะเลสาบอันสุดแสนโรแมนติกและสวยที่สุดในประเทศไทย (ตามความเห็นของเรา) กันที่ “ปางอุ๋ง” หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” เป็นที่ที่สร้างความประทับใจให้กับเราเป็นอย่างมาก มาแล้วก็อยากจะมาอีกทุกๆ ปีเลยก็ว่าได้ งดงามทั้งธรรมชาติและบรรยากาศ สวยตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในฤดูหนาวอย่างนี้คุณจะได้เห็นสายหมอก หยอกล้อกับสายน้ำท่ามกลางขุนเขาและป่าสน ให้เราบรรยายอย่างไรก็คงไม่เท่ากับที่คุณได้มาสัมผัสเอง มีบริการให้เช่ารถจักรยาน ที่ปั่นแล้วได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จะนั่งม้าแคะเที่ยวชมรอบพื้นที่ก็ได้ หรือถ้าใครไปกับคนรักขอแนะนำให้เช่าแพนั่งชิลล์ๆ กลางสายน้ำก็ได้บรรยากาศดีไปอีกแบบ 1 ลำนั่งได้ 2-3 คน พร้อมคนพาย ราคา 150 บาท มีให้เลือกพักทั้งแบบบ้านพักของโครงการฯ โฮมสเตย์ของชาวบ้าน และลานกลางเต้นท์ เลือกได้ตามชอบ ห้องน้ำสะอาด กว้างขวาง มีลานจอดรถเทปูนอย่างดี หากนักท่องเที่ยวต้องการค้างแรมต้องลงทะเบียนผ่านศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนจึงจะสามารถนำรถเข้าปางอุ๋งได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-5361-1244 หรือ 08-5618-3303เราของปิดท้ายทริปนี้กันที่ “อำเภอปาย” อำเภอยอดนิยมของที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักแม่ฮ่องสอนมากขึ้น ที่นี่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแหล่ง เช่นก่อนที่เราจะถึงตัวเมืองปาย ขอให้แวะเที่ยวชมมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ “กองแลน” อยู่ด้านซ้ายมือ มีลักษณะคล้ายๆ แพะเมืองผีที่แพร่ แต่มีทางเดินเล็กๆ ให้เดินเที่ยวชมแบบเสียวๆ เหมือนเดินอยู่บนยอดหน้าผา เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามเลยไปอีกหน่อยด้านขวามือ ก็จะได้พบกับป้าย “โป่งน้ำร้อนท่าปาย” ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง เหมาะที่จะมาเล่นน้ำ อาบน้ำแร่จากธรรมชาติ ตามธารน้ำ เมื่อเดินเข้าไปถึงด้านในสุดก็จะเห็นบ่อน้ำที่มีลักษณะน้ำเดือดผุดๆ สามารถนำไข่มาต้มได้ อุณหภูมิความร้อนอยู่ที่ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นจุดกำเนิดน้ำแร่ ระหว่างทางออกก็จะพบเห็นแคมป์ช้างมากมายคอยให้บริการนักท่องเที่ยว จะขึ้นนั่งเที่ยวป่า หรือ ซื้ออาหารเลี้ยงช้างก็ได้ เลยจากจุดนี้ไปก็จะพบกับสะพานเหล็กสีเขียวโดดเด่นอยู่ระหว่างทาง นั่นคือ “สะพานประวัติศาสตร์” ที่นักท่องเที่ยวส่วนมากจะไปยืนโพสต์ท่าสวยๆ กันที่นี่ เป็นสะพานที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ใช้ข้ามแม่น้ำปายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2พอตกเย็นแวะเดินเล่นที่ “ถนนคนเดินปาย” ใน ช่วงฤดูท่องเที่ยวจะเปิดขายกันทุกวัน มีทั้งงานอาร์ต ของที่ระลึก ของฝาก เสื้อยืด ผ้าพันคอ กระเป๋า ของกิน … เยอะแยะไปหมด เรียกว่าถ้ามาเดินเล่นแล้ว จะต้องให้มีเหตุให้คุณได้ควักเงินออกจากกระเป๋าแน่นอนช่วงเช้ามืดแนะนำให้ไปดูทะเลหมอกที่ บ้านสันติชน เลยจากศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนานขึ้นไปประมาณ 1.6 กิโลเมตร ทางลาดชัน สามารถติดต่อรถของชาวบ้านขึ้นไปได้ บางคนจะขึ้นไปรอแสงพระอาทิตย์ยามเช้าตั้งแต่ 04.30 น. เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจเช่นกัน พอสายๆ ก็ลงมาเดินเล่นที่ ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนาน บ้านสันติชล ซึงมีบ้านดินตั้งเรียงรายอยู่ มีร้านขายของที่ระลึกที่ทำจากบ้านดิน ร้านอาหารจีนยูนาน และมีก้อนหิน สลักชื่อภาษาจีนตัวใหญ่ๆ วางเด่นเป็นสง่า ด้านหลังก้อนหินใช้เป็นเวทีกลางแจ้ง มีร้านกาแฟ ร้านขายชา และร้านวาดรูปเหมือนโดยใช้พู่กันจีน อีกจุดหนึ่งที่ดูสะดุดตาก็คือ ชิงช้าไม้ ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสนามหญ้า ที่รายล้อมไปด้วยที่พักซึ่งเป็นบ้านดิน โดยมีที่จอดรถอยู่ด้านหน้าศูนย์ฯก่อนกลับเข้าไปในตัวเมืองปายอีกครั้ง ควรแวะ “วัดน้ำฮู” เพื่อกราบสักการะพระอุ่นเมือง พระพุทธรูปสิงห์สามอายุประมาณ 500 ปี สร้างด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 28 นิ้ว สูง 30 นิ้ว ปางมารวิชัย พระพุทธรูปองค์นี้มีพระเศียรกลวง ส่วนบนเปิดปิดได้ โดยมีน้ำซึมออกมาอยู่เสมอ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมของน้ำมนต์ที่ออกจากเศียรท่านไปสักการะ บูชา เพราะถือว่าเป็นสิ่งอันเป็นมงคลอย่างหนึ่ง ที่ปายมีทั้งที่กินและที่พักให้เลือกมากมาย ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน สนนราคาก็มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อย หลักพัน ยันหลักหมื่นกันเลยที่เดียว ด้วยพื้นที่ที่จำกัด ฉบับนี้เราเลยขอจบทริปการพาไปสัมผัสอากาศหนาวที่แม่ฮ่องสอนแต่เพียงเท่านี้ ก่อน โอกาสหน้าเราจะเก็บตกสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าสนใจอื่นๆ มาให้คุณผู้อ่านได้สนุกตื่นตาไปกับเรา ทั้งจุดชมวิวดอยกิ่วลม ถ้ำลอด ถ้ำปลา ป่านสน และ ห้วยน้ำดัง เป็นต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s